วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Diary Note 3 November 2015

Diary Note No.12

Substance

อาจารย์และนักศึกษาร่วมอภิปรายการเขียนแผนการสอน Cooking แผนการทดลอง

การเขียนแผนประสบการณ์จะไปกอบไปด้วย
  1. วัตถุประสงค์  ต้องใช้คำกริยาให้เด็กแสดงออกเป็นการกระทำ ไม่ควรใช้คำกริยาซ้อนคำกริยา วัตถุประสงค์ต้องครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน
  2. สาระการเรียนรู้  ประกอบไปด้วย สาระที่ควรเรียนรู้ จะบอกในเรื่องของสิ่งที่เราจะเรียนความรู้ต่างๆ ประสบการณ์สำคัญ คือ สิ่งที่เด็กจะได้รับจากการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สามารถดูได้ในหนังสือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546
  3. กิจกรรมการเรียนรู้  จะแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป
  4. แหล่งการเรียนรู้  สื่อหรืออุปกรณ์ในแต่ละครั้งที่เราใช้
  5. การวัดและการประเมินผล  คือเครื่องมือที่เราใช้วัดและประเมินผลในตัวของเด็ก ซึ่งมีหลายเครื่องมือ เช่น การสังเกตจากการทำกิจกรรม การตอบคำถาม รวมไปถึงการประเมินผลงานของเด็ก
  6. การบูรณาการ  ในแต่ละครั้งเราสามารถบูรณาการในการสอนครั้งนี้ให้สอดคล้องกับวิชาอะไรได้บ้าง
เทคนิคการสอน (Technical Education)
  • อาจารย์สอนโดยเน้นเด็กเป็นสำคัญ
  • มีการย้ำความเข้าใจโดยใช้การถาม-การตอบ
ทักษะที่ได้รับ (Gain Skills)
  • ได้ทักษะการทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ นักศึกษา
  • ได้ทักษะการคิดวิเคราะห์
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Adoption)
  • เนื้อหาที่เรียนในวันนี้คือเรื่องของการเขียนแผนการสอนซึ่งนักศึกษายังไม่เคยได้เคยเขียนแผน Cooking เราสามารถนำความรู้ในการเขียนแผนไปปรับกับการสอนจริงๆ ได้
ประเมินอาจารย์ (Teaching Evaluation)
  • อาจารย์สอนการเขียนแผนได้อย่างละเอียดชัดเจน และเข้าใจง่าย

Diary Note 27 October 2015

Diary Note No.11

Substance

แบ่งกลุ่ม 5-6 คน ทำกิจกรรม ดังนี้ 
  1. กิจกรรมดอกไม้บาน
          
          อาจาร์ยแจกกระดานคนละ 1 แผ่น ให้นักศึกษาตัดรูปดอกไม้แล้วระบายสี และให้เพื่อน 1 คน คอยจดพฤติกรรมของเพื่อน ในประเด็นที่น่าสนใจ
           จากนั้น นำดอกไม้ที่ตัดมาผับกลีบแล้วนำมาลอยในถาดที่มีน้ำ ให้เพื่อนสังเกตดอกไม้ที่เอาไปวางบนน้ำ แล้วจดบันทึก ดอกไม้ที่เราเอาไปวางจะค่อยๆ บานออก แล้วแบ สุดท้ายก็ค่อยๆ จมไปในที่สุด

          สรุป  ดอกไม้ที่พับไว้บานออก เพราะ น้ำจะดูดซึมเข้าไปในช่องว่างทำให้กลีบดอกไม้บาน สีที่ระบายเปรียบเสมือนสมอง น้ำที่โดสี เหมือนการเกิดการเรียนรู้ และสีที่เกิดใหม่ เปรียบเสมือน ความรู้ใหม่ที่ได้รับ ส่วน ดอกไม้จม ก็เป็นเพราะว่า น้ำอยู่ทั่วพื้นที่ ทำให้ช่องว่างไม่มีเลยทำให้ดอกไม้ที่ลอยอยู่นั้นจมลงไป

     2.กิจกรรมรูไหนพุ่งไกลกว่ากัน 


          นำขวดน้ำ 1 ขวด มาเจาะรู 3 รู ในระดับ บน กลาง ล่าง จากนั้นนำสก็อตเทปมาปิดรูไว้ แล้วใส่น้ำให้เต็มขวด และให้นักศึกษาเดา ถ้าเราถึงสก็อตเทปออก น้ำรูในจะพุ่งได้ไกลกว่ากัน สังเกตและบันทึกการทดลอง ผลการทดลองออกมาว่า น้ำรูล่าง พุ่งได้ไกลที่สุด

          สรุป ผลการทดลอง น้ำรูล่างสุดพุ่งได้ไกลที่สุด ก็เพราะว่า รูที่อยู่ล่างสุดมีแรงดันอากาศที่เยอะกว่า ทำให้น้ำพุ่งมาจากรูด้านล่างมากที่สุด

        3. กิจกรรมแรงดันน้ำพุ



          เนื่องจากน้ำตามหลักความเป็นจริง น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ  เมื่อเราเทน้ำใส่ขวดที่มีสายยางต่ออยู่ จึงทำให้น้ำไหนลงไปสู่ปลายสาย ยิ่งเรานำปลายสายอยู่ต่ำกว่าต้นสายมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้น้ำพุ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น 

        4.กิจกรรมเป่าเชือกจากหลอด




          นำไหมพรมมาร้อยใส่หลอดแล้วมัดให้แน่น จากนั้นให้นักศึกษาเป่าลมเข้าไปในหลอดในมุม 45 องศา  ลมที่เป่าผ่านหลอดอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไหมพรมส่วนที่ห้อยอยู่เคลื่อนที่เป็นวงกลมได้

        5.กิจกรรมจากแรงดันอากาศ (ทฤษฎีของลูกยาง)



         นำกระดาษ A4 มาพับให้ได้ 8 ช่อง ตัดออกมา 1 อัน จากนั้น ใช้กรรไกรตัดตรงกลางครึ่งนึง แล้วพับกระดาษไปคนละข้างดังรูป เสร็จแล้วพับส่วนล่างของกระดาษเล็กน้อย และใล้คลิปมาติดส่วนด้านล่างไว้

         สรุป เมื่อเราโยนลูกยางที่เราทำขึ้นไปข้างบน อากาศที่เคลื่อนที่จะเข้ามาพยุงปีกทั้งสองข้างที่เราพับไว้ จึงทำให้วัตถุเคลื่อนที่อยู่บนอากาศในนานขึ้นและตกลงสู่พื้นอย่างช้าๆ

         6.กิจกรรมเทียนไขดูดน้ำ



          นำน้ำใส่ถาด จากนั้นจุดเทียนแล้วนำเทียนไปใส่ไว้ในถาด แล้วนำแล้วไปครอบเทียนไว้ หลังจากที่นำแก้วมาครอบเทียนที่จุดไฟอยู่ ทำให้เทียนไขดับ แล้วน้ำก็จะเข้าไปสู่ในตัวแก้ว

          สรุป น้ำที่เข้าไปสู่ในตัวแก้ว เพราะ เมื่ออกซิเจนในแก้วถูกการเผาไหม้จนหมด จึงทำให้เทียนไขนั้นดับทำให้ความดันในแก้วมีน้อยกว่านอกแก้ว ความดันอากาศภายนอกจึงดันน้ำนอกแก้วเข้าไปข้างในที่มีความดันอากาศน้อยกว่า

         7.กิจกรรมกระจกสะท้อนแสง





          นำกระจก 2 แผ่นมาตั้งให้เป็นมุมสามเหลี่ยม จากนั้น นำรูปมาใส่ระหว่างกระจก จึงทำให้เกิดภาพสะท้อนเกิดขึ้น ดังภาพ

          สรุป  แสงจะสะท้อนจากกระจกอีกด้านนึง ไปอีกด้านนึง จึงทำให้เกิดภาพหลายๆ ภาพ


เทคนิคการสอน (Technical Education)
  • มีการใช้คำถาม-ตอบ ในเรื่องที่เรียนอยู่
  • อาจารย์สอนโดยให้นักศึกษาลงมือกระทำด้วยตนเอง
ทักษะที่ได้รับ (Gain Skills)
  • ได้ทักษะการทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ นักศึกษา
  • ได้ทักษะการคิดวิเคราะห์
  • ได้ทักษะการสังเกต Observe Skills
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Adoption)
  • สามารถนำ ความรู้ที่ได้ในเรื่องการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในคาบ การทดลอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กๆ ได้
ประเมินอาจารย์ (Teaching Evaluation)
  • อาจารย์อธิบายถึงกระบวนการต่างๆ ที่ทดลองอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย

 

Diary Note 20 October 2015

Diary Note No.10

Substance

นำเสนอบทความ
  • เลขที่ 11 เรื่อง ทำอาหาร กิจกรรมที่ที่ส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์ในเด็กปฐมวัย
  • เลขที่ 12 เรื่อง เรียนรู้ อยู่รอด  
นำเสนอของเล่น 3 ชิ้น
  1. ของเล่นที่เด็กทำได้เอง : เต๊าะ
  2. ของเล่นเข้ามุม : เครื่องดูดจอมกวน
  3. ของเล่นที่ทำการทดลอง : สีเริงระบำ
1.ของเล่นที่เด็กทำได้เอง : เต๊าะ

อุปกรณ์



  1. ฝาขวดน้ำ
  2. ถุงพลาสติก
  3. กรรไกร
  4. ยางรัดผม
  ขั้นตอนการทำ 
  1. นำถุงพลาสติกมาหุ้มบนฝาขวดน้ำแล้วดึงให้ตึง จากนั้นก็รัดด้วยหนังยาง



     2. จากนั้น นำยางมารัดบนฝาขวดน้ำให้ได้ดังรูป




    3. เสร็จแล้วค่ะ เครื่อง เต๊าะ





วิธีการเล่น
  • ใช้นิ้วมือดึงหนังยาง แล้วปล่อย จะทำให้เกิดเสียงดังเต๊าะ



2.ของเล่นเข้ามุม  : เครื่องดูดจอมกวน






อุปกรณ์
  1. ขวดน้ำขนาด 5 ลิตร
  2. หลอดน้ำ 2 หลอด
  3. ลูกโป่ง 1 ลูก
  4. กรรไกร
  5. เทปกาว
  6. ดินน้ำมัน
  7. อุปกรณ์สำหรับเจาะ
ขั้นตอนการทำ 
  1. นำฝาขวดน้ำมาเจาะรู 2 รู ขนาดให้พอดีกับหลอดน้ำ
  2. นำหลอดน้ำ 1 หลอด มาใส่ในลูกโป่ง พร้อมติดเทปกาว
  3. นำหลดน้ำที่ไม่มีลูกโป่ง และมีลูกโป่งใส่ไปที่ฝาขวดน้ำ
  4. หลังจากนั้น ให้นำทั้งหมดใส่ไปในขวด ปิดฝาให้แน่น
  5. ติดดินน้ำมันตรงฝาขวดน้ำที่เจาะรูไว้เผื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ภายในขวด
วิธีการเล่น

  • ให้เด็กเป่าหลอดที่ไม่มีลูกโป่ง จากนั้นให้เด็กลองดูดหลอดที่มีลูกโป่งแล้วให้เด็กสังเกต
 สรุป
  • เมื่อดูดหลอดสีเขียวซึ่งไม่ได้ต่อกับลูกโป่ง อากาศจะเข้าไปในหลอดสีชมพูและเข้าปากเรา จึงทำให้อากาศในขวดลดน้อยลง ทำให้อากาศภายนอกไหลเข้าไปในหลอดสีชมพูที่ต่อกับสีลูกโป่ง และทำให้ลูกโป่งพองขึ้นนั่นเอง

3.ของเล่นที่ทำการทดลอง : สีเริงระบำ


อุปกรณ์
  1. นม
  2. สีผสมอาหาร
  3. น้ำยาล้างจาน
  4. ถ้วยหรือแก้ว
ขั้นตอนการทดลอง
  1. เทนมลงในภาชนะ
  2. หยดสีลงไปในนม
  3. หยดน้ำยาล้างจานลงไปสังเกตดูการเปลี่ยนแปลง
สรุป 
  • น้ำนมอยู่นิ่งๆ ในจานเพราะมีแรงตึงผิว   เมื่อเราเติมน้ำยาล้างจานลงไป จะทำให้แรงตึงผิวของน้ำนมลดลง  แรงตึงผิวของน้ำนมบริเวณขอบจานที่มีมากกว่าตรงกลางทำให้น้ำนมไหลไปที่ขอบจานและพาสีผสมอาหารไปด้วย  สีต่างๆ ก็เลยเกิดการเคลื่อนที่ จนกว่าน้ำยาล้างจานจะละลายไปจนหมดนั่นเอง
เทคนิคการสอน (Technical Education)
  • มีการใช้คำถาม-ตอบ ในเรื่องที่เรียนอยู่
  • อาจารย์สอนโดยให้นักศึกษาลงมือกระทำด้วยตนเอง
ทักษะที่ได้รับ (Gain Skills)
  • ได้ทักษะการทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ นักศึกษา
  • ได้ทักษะการคิดวิเคราะห์
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Adoption)
  • สามารถนำ ความรู้ที่ได้ในเรื่องของการทำของเล่น การทำลอง ต่างๆ ไปประยุกต์ในการสอน ให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ โดยให้เด็กลงมือกระทำด้วยตนเอง
ประเมินอาจารย์ (Teaching Evaluation)
  • อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา มีการกระตุ้นให้นักศึกษาอยู่ในการสอนตลอดเวลา สอนเข้าใจง่าย และมีการสรุปองค์ความรู้ให้นักศึกษาได้ฟังอย่างละเอียด

Diary Note 13 October 2015

Diary Note No.9

Substance

นำเสนองานวิจัย (Research)
  • เลขที่ 5 เรื่อง  การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
  • เลขที่ 6 เรื่อง การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 
นำเสนอโทรทัศน์ (Thai Teacher TV)
  • เลขที่ 7 เรื่อง แรงตึงผิว
  • เลขที่ 8 เรื่อง สอนเด็กอย่างไรให้มีจิตวิทยาศาสตร์

              เด็กสามารถเรียนรู้โดยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คือต้องชั่งสังเกต พอเกิดการสังเกต ก็จะเกิดปัญหา เด็กต้องรวบรวมปัญหาเพื่อเป็นการตั้งสมมติฐาน เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการฝึกให้เด็กเกิดการคิดวิเคราะห์ ในการทดลอง เราไม่ควรไปตีกรอบผลการทดลอง ซึ่งถ้าทดลองเสร็จแล้วให้เด็กแต่ละกลุ่มออกมารายงานผล เผื่อเป็นการสรุปผล ซึ่งในการทดลองจะทำให้เด็กได้เกิดกระบวนการ กลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนอีกด้วย
  •  เลขที่ 9 เรื่อง จุดประกายนักวิทยาศาสตร์        การสอนวิทยาศาสตร์อย่างไรนั้นไม่ให้น่าเบื่อ และสอนอย่างไรให้เด็กมีความชอบ ความรักในวิทยาศาสตร์ หลักการที่ อาจารย์ เฉลิมชัย ใช้ คือ
    1. เราต้องสอนให้สนุก สอนให้น่าสนใจ
    2. สอนในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เช่น ธรรมชาติ สิ่งของ เป็นต้น
    3. ให้เด็กลงมือกระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเอง เด็กนั้นจะเกิดความจดจำแบบไม่รู้ลืม
เก็บตกนำเสนอของเล่นที่เพื่อนยังไม่ได้นำเสนอ
  • กลองแขก (เรื่องเสียง)
  • คานหนังสติ๊ก (เรื่องพลังงาน)
  • ปี่กระป๋อง (เรื่องเสียง)
 สาระที่เด็กควรเรียนรู้
  1. เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก  รู้จักชื่อ-นามสกุล รูปร่าง หน้าตา อวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาด ปลอดภัย
  2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่  รู้จักและรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน รวมทั้งบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  3. ธรรมชาติรอบตัวเด็ก  รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นไม้ ดอกไม้ สัตว์ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล กลางวัน-กลางคืน ฯลฯ
  4. สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก   รู้จักสิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ และการสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก
 กิจกรรม (Activities)
  • แบ่งนักศึกษาออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ทำ Mind Mapping ในหัวข้อเรื่องสาระที่เด็กควรเรียนรู้  ซึ่งกลุ่มเรา ได้เรื่อง เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก

    เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก สอนเรื่อง ร่างกาย โดยแบ่งเป็น 5 หัวข้อ ดังนี้
    1. ชนิด
           เช่น อวัยวะภายนอก อวัยวะภายใน
    2. ลักษณะ
           เช่น สถานะ รูปทรง ขนาด และ สี
    3. ประโยชน์
    4. การดูแลรักษา
    5. ข้อควรระวัง
  • หลังจากทำ Mind Mapping เสร็จ อาจารย์ได้สั่งงานให้ทำสิ่งประดิษฐ์ในเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก โดยมีหัวข้อดังนี้
         - ของเล่นที่เด็กทำได้เอง
         - ของเล่นเข้ามุม
         - ของเล่นที่ทำการทดลอง
เทคนิคการสอน (Technical Education)
  • สอนให้รู้จักการสร้างความคิดรวบยอด
  • มีการใช้คำถาม-ตอบ ในเรื่องที่เรียนอยู่
  • สอนเริ่มจากหลักการแล้วนำมาสรุป
ทักษะที่ได้รับ (Gain Skills)
  • Has been ask and answer skill
  • Has been critical thinking skills
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Adoption)
  • สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถนำสิ่งต่างๆ ที่เด็กควรเรียนรู้ทั้ง 4 สาระ ไปใช้ในการสอน อีกทั้ง ยังสามารถนำของเล่นที่เพื่อนนำเสนอไปประยุกต์ให้เข้ากับกิจกรรมต่างๆ ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน
ประเมินอาจารย์ (Teaching Evaluation)
  •  อาจารย์สอนเข้าใจง่าย บางครั้งนักศึกษาไม่เข้าในในบางเรื่อง อาจารย์ก็จะอธิบายอย่างละเอียด เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Diary Note 6 October 2015

Diary Note No.8

Substance

นำเสนอวิจัย (Research)

เลขที่ 4 การจัดการศึกษาผลของรูปแบบจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัยที่มีทักษะต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

นำเสนอของเล่น

เครื่องดูดจอมกวน



อุปกรณ์

  1. ขวดน้ำขนาด 5 ลิตร
  2. หลอดน้ำ 2 หลอก
  3. ลูกโป่ง 1 ลูก
  4. กรรไกร
  5. เทปกาว
  6. ดินน้ำมัน
  7. อุปกรณ์สำหรับเจาะ

วิธีทำ

  1. นำฝาขวดน้ำมาเจาะ 2 รู ขนาดให้พอดีกับหลอดน้ำ
  2. นำหลอดน้ำ 1 หลอกมาใส่ในลูกโป่ง พร้อมติดเทปกาว
  3. นำหลอดน้ำที่ไม่มีลูกโป่ง และมีลูกโป่งไปที่ฝาขวดน้ำ
  4. หลังจากนั้นให้นำทั้งหมดใส่ไปในขวด ปิดฝาให้แน่น
  5. ติดดินน้ำมันตรงฝาขวดน้ำที่เจาะรูไว้เผื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ภายในขวด

วิธีการเล่น

  • ให้เด็กเป่าหลอดที่ไม่มีลูกโป่ง จากนั้นให้เด็กลองดูดหลอดที่มีลูกโป่งแล้วให้เด็กสังเกต
สรุป 
  • เมื่อดูดหลอดสีเขียวซึ่งไม่ได้ต่อกับลูกโป่ง อากาศจะเข้าไปในหลอดสีชมพูและเข้าปากเรา จึงทำให้อากาศในขวดลดน้อยลง ทำให้อากาศภายนอกไหลเข้าไปในหลอดสีชมพูที่ต่อกับสีลูกโป่ง และทำให้ลูกโป่งพองขึ้นนั่นเอง

เทคนิคการสอน (Technical Education)
  • มีการใช้คำถาม-ตอบ ในเรื่องที่เรียนอยู่
ทักษะที่ได้รับ (Gain Skills)
  • Has been ask and answer skill
  • Has been critical thinking skills
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Adoption)
  • สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องสัตว์ พืช พลังงาน อีกทั้ง ยังรู้ถึงการสอนว่าเราควรสอนอย่างไร เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ อีกทั้งยังสามารถนำของเล่นที่เพื่อนประดิษฐ์ นำใช้ในการสอนได้ในอนาคตได้
ประเมินอาจารย์ (Teaching Evaluation)
  • อาจารย์แต่งกายเรียบร้อย เข้าสอนตรงเวลา มีเทคนิคการสอนที่หลากหลายและน่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สรุป โทรทัศน์ครู เรื่อง จุดประกายนักวิทยาศาสตร์

สรุปโทรทัศน์ครู (Thai Teacher TV)

เรื่อง จุดประกายนักวิทยาศาสตร์

โดย อาจารย์ เฉลิมชัย วัดเข้าหลาม

     การสอนวิทยาศาสตร์อย่างไรนั้นไม่ให้น่าเบื่อ และสอนอย่างไรให้เด็กมีความชอบ ความรักในวิทยาศาสตร์ หลักการที่ อาจารย์ เฉลิมชัย ใช้ คือ

  1. เราต้องสอนให้สนุก สอนให้น่าสนใจ
  2. สอนในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เช่น ธรรมชาติ สิ่งของ เป็นต้น
  3. ให้เด็กลงมือกระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเอง เด็กนั้นจะเกิดความจดจำแบบไม่รู้ลืม
     ซึ่งในคลิปวีดีโอนี้เป็นคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังจะเรียนในเรื่องของเสียง อาจารย์เฉลิมชัย ใช้เทคนิคที่กล่าวมา มาใช้ในการสอน ซึ่งอาจารย์เฉลิมชัย มีเทคนิคการสอน ดังนี้

     ขั้นนำของการสอน อาจารย์เฉลิมชัย ดึงดูดความสนใจ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสียง มาโชว์เพื่อนๆ หน้าห้อง เช่น แสดงการเล่นไวโอลิน เป่าขลุ่ย เล่นกีต้าร์ และครูก็ได้นำสิ่งประดิษฐ์ที่ทำไว้ มาโชว์ให้เด็กๆ ได้ดู ในขั้นนี้ อาจารย์ได้ดึงความสนใจเด็กๆ เพื่อเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่จะเรียน

     ขั้นสอน อาจารย์เฉลิมชัย ถามเด็กๆ ว่าเสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร จากนั้นก็ลงมือทำสิ่งประดิษฐ์เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมเสียงถึงเกิดขึ้น ระหว่างที่ทำสิ่งประดิษฐ์ อาจารย์ก็ลงมือทำกับเด็กๆ ด้วย และพูดคุยถึงเรื่องเสียง ถ้าเราทำนอกไม่เหมือนอาจารย์เสียงจะเกิดขึ้นไหม แลกเปลี่ยนความรู้กับเด็กๆ ระหว่างทำ

     เมื่อเด็กๆ ทำสิ่งประดิษฐ์เสร็จ ให้เด็กๆ ออกมานำเสนอหน้าห้องเรียนเป็นกลุ่มๆ จากนั้นก็นำมาสรุปผลพร้อมกัน

     สรุปการสอนวิทยาศาสตร์ไม่ให้มีความน่าเบื่อ คือ เราต้องสอนให้สนุกมีความน่าสนใจ ไม่ควรจริงจังมากเกินไป เปิดโอกาสให้เด็กลงมือกระทำด้วยตนเอง ซึ่งการที่เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่จำแบบไม่รู้ลืม
     

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สรุปวิจัย เรื่อง การคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ (Preschool Children's Critical Thinking Though Science Activities)

สรุปวิจัย
เรื่อง : การคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
         (Preschool Children's Critical Thinking Though Science Activities)

ปริญญานิพนธ์
ของ : เสกสรร มาตวังแสง

ความมุ่งหมาย
  1. เพื่อศึกษาระดับการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม วิทยาศาสตร์โดยจำแนกรายด้าน ดังนี้ การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล การสังเคราะห์ การประเมินค่า
  2. เพื่อเปรียบเทียบการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
สมมติฐานการวิจัย
  • การคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
ตัวแปรที่ศึกษา
  1. ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
  2. ตัวแปรตาม ได้แก่ การคิดวิจารณญาณ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
  1. แบบทดสอบการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
  2. แผนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 
แบบทดสอบการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
  • ชุดที่ 1 การคิดวิเคราะห์ 



  • ชุดที่ 2 การใช้เหตุผล


  • ชุดที่ 3 การสังเคราะห์



  • ชุดที่ 4 การประเมินค่า


แผนการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์


หน่วย : ดิน หิน ทราย
กิจกรรม : ในดินมีอะไร
จุดประสงค์การเรียนรู้
  • เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมนี้แล้วสามารถพัฒนาการคิดวิจารณญาณ ด้านการวิเคราะห์ การใช้เหตุผล การสังเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า
สื่อวัสดุอุปกรณ์
  1. ดินร่วน ดินทราย ดินเหนียว
  2. น้ำ
  3. อ่างน้ำ
ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม
ขั้นนำ
  1. ครูแนะนำกิจกรรมในดินมีอะไร และสื่อวัสดุอุปกรณ์การทดลอง
  2. เด็กและครูพิจารณาสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง ดังนี้
    - เด็กสังเกตลักษณะของดินร่วน ดินทราย ดินเหนียว ว่าเหมือนหรือแตกต่างกัน
    - เด็กบอกประโยชน์ของดินร่วน ดินเหนียว ดินทราย
ขั้นดำเนินกิจกรรม
  1. เด็กและครูร่วมกันวางแผนการทดลอง ดังนี้
    - ให้เด็กจับดินได้อย่างอิสระเพื่อดูว่าในดินมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง มีสีอะไร มีลักษณะอย่างไร
    - ให้เด็กนำน้ำเทใส่ในดินเพื่อนจะได้เห็น สัมผัสส่วนประกอบของดินอย่างละเอียด แล้วลองขยำดูว่า ในดิมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง
    - ให้เด็กสังเกตว่าในดินมีส่วนประกอบอะไรมากที่สุด และพบอะไรในดินน้อยที่สุด
  2. ครูให้เด็กๆ นำดินชนิดต่างๆ  ในโรงเรียนมาขยำดูเพื่อสังเกตว่าในดินต่างชนิดกันมีส่วนประกอบเหมือนกันหรือไม่
ขั้นสรุป
  1. เด็กร่วมกันสรุปเกี่ยวกับขั้นตอน การเปลี่ยนแปลงระหว่างการทดลองวิทยาศาสตร์ และสรุปผลตามความเข้าใจของตนเอง
  2. เด็กๆ และครูร่วมกันสรุปผลการทดลองดังนี้
    - เด็กๆ จะเห็นได้ว่า ในดินนั้นมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ดิน หิน กรวด เศษไม้ ใบไม้ เศษพืช ซึ่งดินเกิดจากการทับถมของซากต่างๆ เป็นเวลานานและดินแต่ละชนิดมีความละเอียดแตกต่างกัน ดินเหนียว เนื้อดินจะละเอียดติดกัน ส่วน ดินทราย เนื้อดินจะหยาบไม่ติดกัน
การประเมินผล
  1. สังเกตจากการสรุป การทดลองตามความเข้าใจของตนเอง
  2. สังเกตการเข้าร่วมกิจกรรม
  3. สังเกตการตอบคำถาม
จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า
  1. กิจกรรมวิทยาศาตร์เป็นกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง เด็กจะเกิดความสนใจและตื่นเต้นในขณะทำการทดลองได้เห็นถึงขั้นตอนในการทดลอง เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทำให้เด็กเกิดความสงสัยระหว่างการทดลอง ซึ่งครูจะใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กได้คิดค้นหาคำตอบ และสรุปผลการทดลองตามความเข้าใจของเด็กเอง
  2. การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เด็กจะได้หยิบจับ สัมผัส สังเกต วัสดุอุปกรณ์ต่างๆอย่างอิสระเพื่อวิเคราะห์ลักษณะความเหมือนความต่างของวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ ในกิจกรรมวิทยาศาสตร์
  3. การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เด็กจะได้ลงมือปฏิบัติการทดลองด้วยตนเองทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างที่ทำการทดลอง ซึ่งครูจะใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้เด็กได้คิดและบอกเหตุผลที่ได้จากการสังเกต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจของตนเอง
  4. การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เด็กจะรวบรวมที่ได้จากการสังเกตวัสดุอุปกรณ์ สังเกตการเปลี่ยนแปลงระหว่างทำการทดลองและสังเกตผลการทดลองเพื่อสังเคราะห์กระบวนการในการทดลองเป็นขั้นตอนแล้วจึงสรุปผลการทดลองตามความเข้าใจของตนเอง